เว็บไซต์ที่ Google ชอบเป็นยังไง เช็กลิสต์ 20 ข้อที่เจ้าของธุรกิจตรวจเองได้

หลายบริษัทจ่ายค่าทำเว็บไซต์ไปหลักหมื่นถึงหลักแสน แล้วผ่านไปหนึ่งปีก็พบว่าแทบไม่มีใครเข้าเว็บเลย พอถามคนทำ ก็ได้คำตอบว่า “ต้องทำ SEO เพิ่มครับ” แล้วก็มีใบเสนอราคาตามมาอีกใบ

ปัญหาคือเจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่ไม่มีทางรู้เลยว่าเว็บของตัวเองมีปัญหาตรงไหน หรือกำลังถูกเสนอขายของที่ไม่จำเป็น

บทความนี้จะให้เช็กลิสต์ที่คุณตรวจเองได้ทั้งหมด ใช้แค่เบราว์เซอร์กับมือถือ ไม่ต้องเข้าหลังบ้านเว็บ ไม่ต้องซื้อเครื่องมือ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที และพอตรวจเสร็จคุณจะคุยกับคนทำเว็บได้อย่างมีข้อมูลในมือ

ทำไมต้องตรวจเว็บตัวเองก่อนจ้างใครทำ SEO

เหตุผลตรงไปตรงมาคือ งบ SEO และงบยิงโฆษณาจะสูญเปล่าถ้าตัวเว็บยังมีรูรั่ว

สมมติคุณจ่ายค่า Google Ads เดือนละ 30,000 บาท ดึงคนเข้าเว็บได้ 1,500 คน แต่เว็บโหลดบนมือถือช้า 8 วินาที คนออกไปครึ่งหนึ่งก่อนเห็นเนื้อหาด้วยซ้ำ เท่ากับคุณจ่าย 15,000 บาทให้กับคนที่ไม่เคยเห็นสินค้าคุณเลย

การตรวจ 20 ข้อนี้ใช้เวลาครึ่งชั่วโมง แต่บอกได้ว่าเงินก้อนต่อไปควรลงไปที่ไหน

วิธีใช้เช็กลิสต์นี้

เปิดเว็บไซต์ของคุณค้างไว้ 1 แท็บ เปิด Google อีก 1 แท็บ และหยิบมือถือขึ้นมาวางข้างๆ ให้ติ๊กเป็นข้อๆ ว่า ผ่าน หรือ ตก ยังไม่ต้องแก้อะไรตอนนี้ ตรวจให้ครบก่อน แล้วค่อยดูคะแนนรวมท้ายบทความ

หมวดที่ 1 Google หาเว็บคุณเจอหรือเปล่า

ก่อนจะพูดถึงอันดับ ต้องมั่นใจก่อนว่า Google รู้จักเว็บคุณจริง หมวดนี้คือรากฐาน ถ้าตกในหมวดนี้ ทุกอย่างที่เหลือไม่มีความหมาย

ข้อ 1 พิมพ์ site: ตามด้วยชื่อเว็บ ใน Google

ลองพิมพ์ site:ชื่อเว็บของคุณ.com (ไม่มีเว้นวรรค) ลงในช่องค้นหา Google แล้วดูว่าขึ้นมากี่รายการ

  • ขึ้น 0 รายการ = Google ไม่รู้จักเว็บคุณเลย นี่คือปัญหาที่ร้ายแรงที่สุด และมักเกิดจากการที่คนทำเว็บลืมปิดโหมด “ห้ามเสิร์ชเอนจินเก็บข้อมูล” หลังเว็บขึ้นจริง
  • ขึ้นน้อยกว่าจำนวนหน้าที่คุณมีมาก เช่น เว็บมี 30 หน้า แต่ขึ้นแค่ 4 = มีหน้าจำนวนมากที่ Google เข้าไม่ถึง
  • ขึ้นหน้าแปลกๆ ที่คุณไม่ได้ทำ เช่น ภาษาญี่ปุ่นหรือชื่อยา = สัญญาณว่าเว็บโดนแฮก ต้องรีบจัดการทันที

ข้อ 2 ค้นชื่อแบรนด์ตัวเองใน Google

พิมพ์ชื่อบริษัทหรือชื่อร้านของคุณลงไปตรงๆ เว็บไซต์คุณควรอยู่อันดับ 1

ถ้าเพจ Facebook, ร้านใน Shopee หรือเว็บรวมรายชื่อบริษัทขึ้นมาก่อนเว็บของคุณเอง แปลว่าเว็บคุณอ่อนแอกว่าหน้าที่คุณควบคุมไม่ได้ ซึ่งอันตรายในระยะยาว เพราะวันหนึ่งแพลตฟอร์มเหล่านั้นเปลี่ยนกฎ คุณทำอะไรไม่ได้เลย

ข้อ 3 ดูว่ามีรูปกุญแจหน้า URL ไหม

เปิดเว็บแล้วมองที่ช่อง URL ด้านบน ถ้าขึ้นคำว่า “ไม่ปลอดภัย” หรือ “Not secure” แปลว่าเว็บยังไม่มี SSL

ผลกระทบคือลูกค้าจำนวนมากจะปิดหนีทันทีโดยไม่อ่านอะไรเลย และ Google ใช้เรื่องนี้เป็นปัจจัยจัดอันดับมาตั้งแต่ปี 2557 ปัจจุบันใบรับรอง SSL มีให้ใช้ฟรีจากผู้ให้บริการโฮสต์เกือบทุกเจ้า จึงไม่มีเหตุผลที่จะตกข้อนี้

ข้อ 4 ลองพิมพ์ทั้งแบบมี www และไม่มี www

พิมพ์ www.เว็บคุณ.com แล้วดูว่าเด้งไปที่ไหน จากนั้นพิมพ์ เว็บคุณ.com แล้วดูอีกครั้ง

ทั้งสองแบบต้องจบลงที่ URL เดียวกัน ถ้าเปิดได้ทั้งคู่โดยแยกกันอยู่ Google จะมองว่านี่คือเว็บสองเว็บที่มีเนื้อหาซ้ำกัน แล้วหารคะแนนความน่าเชื่อถือออกเป็นสองส่วน นี่คือข้อที่แก้ง่ายที่สุดในลิสต์นี้ แต่เจอตกบ่อยมาก

ข้อ 5 พิมพ์ ชื่อเว็บ ตามด้วย /sitemap_index.xml

เช่น เว็บคุณ.com/sitemap_index.xml (ถ้าไม่เจอ ลอง /sitemap.xml)

คุณควรเห็นหน้าที่มีรายการลิงก์เรียงกันอยู่ หน้าตาอาจดูดิบๆ ไม่สวย แต่นั่นถูกต้องแล้ว sitemap คือแผนที่ที่บอก Google ว่าเว็บคุณมีหน้าอะไรบ้าง ถ้าเจอ 404 แปลว่าคุณปล่อยให้ Google เดินหาทางเอง ซึ่งช้ากว่ามากโดยเฉพาะเว็บใหม่

 

หมวดที่ 2 เว็บคุณหน้าตาเป็นยังไงบนหน้าผลค้นหา

ติดอันดับแล้วแต่ไม่มีคนคลิก ก็ไม่ต่างจากไม่ติด หมวดนี้ว่าด้วยสิ่งที่คนเห็นก่อนจะตัดสินใจเข้าเว็บคุณ

ข้อ 6 เอาเมาส์ชี้ที่แท็บเบราว์เซอร์ทีละหน้า

เปิดหน้าแรก หน้าเกี่ยวกับเรา หน้าบริการ และหน้าติดต่อ แล้วดูชื่อที่ขึ้นบนแท็บของแต่ละหน้า

ชื่อเหล่านี้คือสิ่งที่จะกลายเป็นหัวข้อสีน้ำเงินบนหน้า Google ถ้าทุกหน้าขึ้นเหมือนกันหมดว่า “บริษัท ABC จำกัด” หรือแย่กว่านั้นคือขึ้นว่า “หน้าแรก” คุณกำลังทิ้งโอกาสติดอันดับของทุกหน้าไปเปล่าๆ

สิ่งที่ควรเป็น: ชื่อหน้าต้องไม่ซ้ำกัน ยาวประมาณ 55-60 ตัวอักษร และมีคำที่ลูกค้าใช้ค้นหาจริง เช่น “รับติดตั้งระบบไฟฟ้าโรงงาน ทั่วประเทศ | บริษัท ABC”

ข้อ 7 อ่านข้อความสองบรรทัดใต้ชื่อเว็บบนหน้า Google

ค้นเว็บตัวเองใน Google แล้วอ่านคำอธิบายสั้นๆ ใต้หัวข้อ

ถ้าข้อความนั้นอ่านแล้วงงๆ ห้วนๆ หรือดูเหมือนตัดมาจากกลางประโยค แปลว่าคุณไม่ได้เขียนเอง Google เลยสุ่มตัดเนื้อหาในหน้ามาแสดงแทน ผลคืออัตราการคลิกต่ำกว่าที่ควรเป็น ทั้งที่ตำแหน่งอันดับเท่ากัน

คำอธิบายที่ดีควรยาว 120-155 ตัวอักษร บอกว่าคุณทำอะไร ให้อะไรที่ต่างจากคนอื่น และมีคำชวนให้กด

ข้อ 8 ดู URL ของหน้าบริการ

URL ควรอ่านแล้วเดาได้ว่าหน้านั้นเกี่ยวกับอะไร เช่น /service/ติดตั้งระบบไฟฟ้า/

ถ้าเป็น /?page_id=427 หรือ /index.php?p=12&cat=3 แปลว่าเว็บของคุณไม่ได้ตั้งค่าพื้นฐานส่วนนี้เลย นอกจากจะเสียเปรียบด้าน SEO แล้ว ยังส่งผลตอนลูกค้าคัดลอกลิงก์ส่งต่อกันด้วย เพราะลิงก์แบบนั้นดูไม่น่าเชื่อถือ

ข้อ 9 ส่งลิงก์เว็บตัวเองเข้า LINE

ส่งลิงก์หน้าแรกเข้าห้องแชทส่วนตัวของคุณเอง แล้วรอสักครู่

สิ่งที่ควรเห็นคือกล่องแสดงตัวอย่างที่มีรูปภาพ ชื่อเว็บ และคำอธิบายสั้นๆ ถ้าขึ้นมาเป็นลิงก์ตัวหนังสือเปล่าๆ หรือขึ้นรูปโลโก้เล็กจิ๋วผิดสัดส่วน แปลว่ายังไม่ได้ตั้งค่ารูปสำหรับแชร์

ข้อนี้สำคัญกับธุรกิจไทยเป็นพิเศษ เพราะลูกค้าส่งลิงก์คุยกันใน LINE มากกว่าช่องทางอื่น การมีภาพตัวอย่างสวยๆ ทำให้อัตราการกดต่างกันได้หลายเท่า

หมวดที่ 3 ความเร็ว เริ่มจากข้อที่สำคัญที่สุด

ข้อ 10 ทดสอบด้วย PageSpeed Insights แบบมือถือ

เข้า pagespeed.web.dev ใส่ URL หน้าแรกของคุณ แล้ว ดูที่แท็บ Mobile เท่านั้น เพราะคนไทยกว่า 80% เข้าเว็บผ่านมือถือ

เกณฑ์ที่ควรใช้จริง ไม่ใช่เกณฑ์ในอุดมคติ

คะแนน Mobile ความหมาย
90 ขึ้นไป ยากมากสำหรับเว็บธุรกิจที่มีรูปเยอะ ไม่จำเป็นต้องไล่ให้ถึง
50-70 ผ่าน เว็บธุรกิจส่วนใหญ่ที่ทำมาดีอยู่ในช่วงนี้
30-49 มีจุดที่ควรแก้ แต่ยังพอใช้งานได้
ต่ำกว่า 30 มีปัญหาจริง กระทบทั้งอันดับและยอดขาย ต้องแก้ก่อนลงงบโฆษณา

อย่าตกใจเมื่อเห็นตัวเลขสีแดง เว็บของแบรนด์ใหญ่ระดับโลกหลายแห่งก็อยู่ที่ 40-60 สิ่งที่ควรดูควบคู่กันคือความรู้สึกจริงตอนเปิดเว็บบนมือถือด้วย 4G ว่าเห็นเนื้อหาภายใน 3 วินาทีหรือไม่

อีก 10 ข้อที่เหลือ

สิบข้อแรกคือรากฐาน ถ้าผ่านครบแล้วแปลว่าเว็บคุณอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ ส่วนอีก 10 ข้อที่เหลือคือส่วนที่แยกระหว่าง “เว็บที่พอใช้ได้” กับ “เว็บที่ทำเงินได้จริง”

  • ข้อ 11 ทดสอบเปิดเว็บบนมือถือด้วย 4G จริง
  • ข้อ 12 ทดสอบการกดปุ่มโทรและ LINE ด้วยนิ้วโป้งข้างเดียว
  • ข้อ 13 ตรวจการเลื่อนซ้ายขวาที่ไม่ควรมีบนมือถือ
  • ข้อ 14 ตรวจว่าบริการหลักแต่ละอย่างมีหน้าของตัวเอง
  • ข้อ 15 ทดสอบว่าเนื้อหาเป็นตัวหนังสือจริงหรือเป็นไฟล์รูป
  • ข้อ 16 ตรวจปริมาณเนื้อหาในหน้าหลักแต่ละหน้า
  • ข้อ 17 ตรวจความสดใหม่ของเนื้อหาย้อนหลัง 90 วัน
  • ข้อ 18 ตรวจความตรงกันของชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร กับ Google Business Profile
  • ข้อ 19 ตรวจว่าคุณดูตัวเลขคนเข้าเว็บย้อนหลังได้จริง
  • ข้อ 20 ตรวจ error ค้างใน Google Search Console

ดาวน์โหลดเช็กลิสต์ฉบับเต็ม 20 ข้อ พร้อมช่องติ๊กและวิธีตรวจแบบละเอียดทีละขั้น ทิ้งชื่อกับ LINE ID ไว้ในฟอร์มด้านล่าง แล้วเราส่งให้ทันที ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตกกี่ข้อถึงเรียกว่ามีปัญหา

ผ่าน สถานะ สิ่งที่ควรทำต่อ
17-20 ข้อ ฐานแข็ง ลงทุนกับคอนเทนต์และโฆษณาได้เต็มที่ เงินทุกบาทจะทำงาน
12-16 ข้อ มีรูรั่ว แก้จุดที่ตกก่อน การยิงโฆษณาตอนนี้คือการจ่ายเงินให้คนที่จะออกไปอยู่ดี
ต่ำกว่า 12 ข้อ ควรพิจารณาทำใหม่ ค่าแก้ทีละจุดสะสมแล้วมักแพงกว่าและช้ากว่าการทำใหม่ให้ถูกตั้งแต่ต้น

ข้อสังเกตจากประสบการณ์ที่เราตรวจเว็บลูกค้ามาหลายร้อยเว็บ คือเว็บที่ตกต่ำกว่า 12 ข้อมักไม่ได้ตกเพราะคนทำไม่เก่ง แต่ตกเพราะตอนทำไม่ได้คุยกันเรื่องเป้าหมายทางการตลาดตั้งแต่แรก เว็บถูกทำขึ้นมาเพื่อ “ให้มีเว็บ” ไม่ใช่เพื่อ “ให้มีลูกค้า” ซึ่งเป็นคนละโจทย์กันโดยสิ้นเชิง

คำถามที่พบบ่อย

ตรวจแล้วตกหลายข้อ ต้องรื้อเว็บทำใหม่เลยไหม ไม่จำเป็นเสมอไป ข้อ 1 ถึง 9 เกือบทั้งหมดแก้ได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงโดยไม่ต้องแตะดีไซน์เลย ที่ต้องพิจารณาทำใหม่คือกรณีที่ข้อ 15 ตก คือเนื้อหาเป็นไฟล์รูปทั้งหน้า เพราะนั่นแปลว่าต้องสร้างเนื้อหาใหม่ทั้งเว็บอยู่ดี

แก้แล้วจะติดอันดับภายในกี่วัน การแก้ปัญหาทางเทคนิคจะเห็นผลใน Search Console ภายใน 2-4 สัปดาห์ แต่การขยับอันดับสำหรับคำค้นที่มีการแข่งขันจริง ต้องใช้เวลา 3-6 เดือนขึ้นไป และต้องมีการเพิ่มเนื้อหาควบคู่กันไปด้วย ใครบอกว่าติดหน้าแรกใน 30 วันแบบการันตี ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน

ทำ Google Ads อยู่แล้ว ยังต้องสนใจเรื่องพวกนี้ไหม ต้องสนใจมากกว่าเดิม เพราะ Google ให้คะแนนคุณภาพหน้าปลายทางเป็นปัจจัยในการคิดราคาต่อคลิก เว็บที่โหลดช้าและเนื้อหาไม่ตรงกับคำค้นจะจ่ายแพงกว่าคู่แข่งสำหรับตำแหน่งเดียวกัน การแก้เว็บจึงเป็นการลดค่าโฆษณาไปในตัว

ใช้เว็บสำเร็จรูปอยู่ ตรวจได้ไหม ตรวจได้ทั้ง 20 ข้อ แต่ข้อควรรู้คือบางข้ออาจแก้ไม่ได้เลยแม้จะรู้ว่าตก เพราะแพลตฟอร์มไม่เปิดให้เข้าถึงส่วนนั้น นี่คือความต่างสำคัญระหว่างเว็บสำเร็จรูปกับ WordPress ที่คุณควบคุมได้ทุกส่วน

สรุป

เช็กลิสต์นี้ไม่ได้ออกแบบมาให้คุณกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ SEO แต่ออกแบบมาให้คุณ ถามคำถามที่ถูกต้อง กับคนที่ดูแลเว็บให้คุณ

เมื่อคุณเดินเข้าไปคุยพร้อมข้อมูลว่าเว็บตกข้อไหนบ้าง บทสนทนาจะเปลี่ยนจาก “ช่วยทำ SEO ให้หน่อย” เป็น “ข้อ 4 กับข้อ 8 ตก ช่วยแก้ให้หน่อย ใช้เวลาเท่าไหร่” ซึ่งประหยัดทั้งเงินและเวลาของคุณอย่างมาก

หากตรวจแล้วไม่แน่ใจว่าข้อไหนผ่านหรือตก 25 Gravity ยินดีตรวจให้ฟรีทั้ง 20 ข้อ ส่งรายงานกลับภายใน 2 วันทำการ ไม่มีเงื่อนไขและไม่มีการโทรตาม ทักไลน์มาพร้อมชื่อเว็บได้เลย

 

 

25 Gravity รับออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ด้วย WordPress สำหรับธุรกิจ SME ไทย ดูแลตั้งแต่โครงสร้าง SEO ไปจนถึงการวัดผลและการทำโฆษณา

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ
ทำเว็บคู่กับ Google Ads / เว็บไม่มีคนเข้า

เว็บสวยแต่ไม่มีคนเข้า? ทำไมธุรกิจยุคนี้ต้องทำเว็บคู่กับ Google Ads

เว็บไซต์สวยแต่ยอดขายไม่มา? เข้าใจสาเหตุที่เว็บไม่มีคนเข้า และวิธีใช้ Google Ads ดึงลูกค้าที่กำลังค้นหาสินค้าของคุณเข้าเว็บทันที พร้อมคำปรึกษาฟรีจากทีม 25 Gravity

อ่านต่อ »

โรงงาน/ธุรกิจ B2B ทำเว็บแบบไหนถึงได้ลูกค้า (ไม่ใช่แค่มีไว้ให้ดูดี)

ธุรกิจ B2B กับโรงงานหลายแห่งในไทยยังคิดว่า “เว็บไซต์มีไว้ให้ดูน่าเชื่อถือก็พอ” แล้วก็ปล่อยให้เว็บนิ่งอยู่อย่างนั้นปีแล้วปีเล่า ทั้งที่ความจริงคือ ลูกค้า B2B สมัยนี้เสิร์ช Google หาซัพพลายเออร์ก่อนจะยกหูโทรหาคุณเสมอ

อ่านต่อ »