ขายดีบนแพลตฟอร์มแต่กำไรหด? ถึงเวลาคิดเรื่องเว็บเป็นของตัวเอง

การมีเว็บไซต์ขายของเป็นของตัวเอง คือทางรอดของร้านค้าออนไลน์ยุคใหม่ ที่ช่วยรักษากำไรไว้กับตัวคุณเอง

ลองนึกภาพตามนะครับ ปลายเดือนคุณเปิดหลังร้านดูยอดขาย ตัวเลขสวยมาก ออเดอร์เข้าทั้งวัน สินค้าขายดีจนต้องเติมสต็อก แต่พอเงินเข้าบัญชีจริง ๆ กลับเหลือไม่เท่าที่คิด หักนู่นหักนี่ไปหมด สุดท้ายกำไรต่อชิ้นบางเฉียบจนแทบไม่อยากคำนวณซ้ำ

ถ้าฉากนี้คุ้น ๆ คุณไม่ได้คิดไปเอง และคุณไม่ได้อยู่คนเดียว นี่คือสิ่งที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ไทยจำนวนมากกำลังเจอในปีนี้ เพราะค่าธรรมเนียมบนแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสค่อย ๆ ขยับขึ้นจนกลายเป็นก้อนใหญ่ที่กินกำไรไปเงียบ ๆ

บทความนี้ไม่ได้จะมาบอกให้คุณเลิกขายบนแพลตฟอร์ม (อันที่จริงคุณไม่ควรเลิกด้วยซ้ำ) แต่จะชวนคุณมองตัวเลขจริง ๆ ด้วยกัน แล้วคิดต่อว่าทำไมการมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองถึงกลายเป็นทางออกที่หลายร้านเริ่มหันมาทำ

 

ก่อนอื่น มาดูกันว่าแพลตฟอร์มหักอะไรเราไปบ้าง

หลายคนเข้าใจว่าขายของบนแพลตฟอร์มเสียแค่ “ค่าคอมมิชชัน” รายการเดียว แต่ความจริงคือมีค่าธรรมเนียมซ้อนกันอยู่หลายชั้น และแต่ละชั้นก็คิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดขายทั้งนั้น

ข้อมูลล่าสุดของปี 2569 ค่าคอมมิชชันพื้นฐานของแต่ละเจ้าอยู่ประมาณนี้ Shopee เก็บราว 5.89–15.52% TikTok Shop ราว 6.42–11.77% และ Lazada ราว 5.35–13.91% (ตัวเลขรวม VAT แล้ว และขึ้นกับหมวดสินค้ากับประเภทร้าน)

แต่นั่นเป็นแค่จุดเริ่มต้น เพราะยังมีรายการอื่นมาบวกเพิ่มอีก เช่น

  • ค่าธุรกรรม (Transaction Fee) ประมาณ 3.21% ทุกออเดอร์
  • ค่าธรรมเนียมสนับสนุนการเติบโต (Growth Fee) บน TikTok Shop ที่บวกเพิ่มอีกหลายเปอร์เซ็นต์ (มีเพดานราว 199 บาทต่อชิ้น)
  • ค่าโครงสร้างพื้นฐานแพลตฟอร์ม ราว 1 บาทต่อออเดอร์
  • ค่าโปรแกรมการขายต่าง ๆ เช่น เข้าร่วมแฟลชเซล ค่าบริการไลฟ์พิเศษ ค่าธรรมเนียมพรีออเดอร์ ฯลฯ

 

พอรวมทุกชั้นเข้าด้วยกัน ต้นทุนค่าธรรมเนียมจริงต่อออเดอร์ของหลายร้านพุ่งไปแตะ 15–20% ได้ไม่ยากเลย โดยเฉพาะถ้าคุณเข้าร่วมโปรโมชันของแพลตฟอร์มเพื่อให้สินค้าถูกมองเห็นมากขึ้น

ลองคำนวณให้เห็นภาพชัด ๆ

สมมติคุณขายสินค้าราคา 500 บาท บนแพลตฟอร์มที่หักรวมทั้งหมดประมาณ 18%

  • ยอดขาย: 500 บาท
  • ค่าธรรมเนียมรวม (~18%): 90 บาท
  • เหลือเข้าร้าน: 410 บาท

ทีนี้ถ้าต้นทุนสินค้าของคุณอยู่ที่ 300 บาท กำไรก่อนหักค่าธรรมเนียมคือ 200 บาท แต่พอหักค่าธรรมเนียม 90 บาทออกไป กำไรจริงเหลือแค่ 110 บาท เท่ากับว่าเกือบครึ่งหนึ่งของกำไรหายไปกับค่าธรรมเนียม

ถ้าเดือนหนึ่งคุณขายได้ 1,000 ออเดอร์ นั่นคือเงิน 90,000 บาทที่จ่ายเป็นค่าธรรมเนียมไปในเดือนเดียว และปีหนึ่งก็มากกว่าหนึ่งล้านบาท ตัวเลขระดับนี้พอเอามาคิดเป็นต้นทุนทำเว็บก็เริ่มน่าสนใจขึ้นมาทันที

 

แล้วเว็บของตัวเองล่ะ ต้นทุนเท่าไหร่?

นี่คือจุดที่หลายคนเข้าใจผิด การมีเว็บ e-commerce เป็นของตัวเองไม่ได้แปลว่าคุณต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการขายให้ใคร เพราะไม่มีเจ้าของแพลตฟอร์มมาหักหัวคิว สิ่งเดียวที่คุณต้องจ่ายต่อรายการคือ ค่าบริการระบบรับชำระเงิน (Payment Gateway) ซึ่งเป็นระบบที่ทำให้ลูกค้าจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิต โอนผ่านธนาคาร หรือสแกน QR ได้บนเว็บคุณ

ค่าบริการ payment gateway ในไทยตอนนี้อยู่ในช่วงประมาณนี้

  • บัตรเครดิต/เดบิต: ราว 2.59–3.65% ต่อรายการ แล้วแต่ผู้ให้บริการ
  • PromptPay / QR: ถูกกว่ามาก อยู่ที่ราว 1.80% ต่อรายการ

 

จุดนี้สำคัญ เพราะคนไทยจำนวนมากชินกับการจ่ายผ่าน QR/PromptPay อยู่แล้ว ถ้าลูกค้าส่วนใหญ่ของคุณจ่ายด้วยช่องทางนี้ ต้นทุนต่อรายการจริง ๆ ของคุณอาจต่ำกว่า 2% ด้วยซ้ำ

กลับไปที่ตัวอย่างสินค้า 500 บาทเดิม

  • ขายบนแพลตฟอร์ม: เสียค่าธรรมเนียมราว 90 บาท
  • ขายบนเว็บตัวเอง (จ่ายผ่าน QR ~1.8%): เสียแค่ราว 9 บาท

 

ส่วนต่างคือ 81 บาทต่อออเดอร์ ที่เคยหายไปกับค่าธรรมเนียม ตอนนี้กลายเป็นกำไรที่อยู่ในกระเป๋าคุณเต็ม ๆ

 

คิดจุดคุ้มทุน: ขายเท่าไหร่ถึงคุ้มค่าทำเว็บ

แน่นอนว่าการทำเว็บมีต้นทุนเริ่มต้น ทั้งค่าทำเว็บ ค่าโดเมน ค่าโฮสติ้งรายปี แต่ลองคิดเป็นจุดคุ้มทุนดู

สมมติคุณลงทุนทำเว็บพร้อมระบบตะกร้าและชำระเงินครบ ใช้งบประมาณก้อนหนึ่ง บวกค่าดูแลรายปีอีกนิดหน่อย ถ้าทุกออเดอร์ที่ย้ายมาขายบนเว็บช่วยประหยัดค่าธรรมเนียมได้เฉลี่ย 70–80 บาท คุณแค่ต้องมียอดขายผ่านเว็บสะสมถึงจุดหนึ่งในเวลาไม่กี่เดือน ต้นทุนทำเว็บก็คืนทุนแล้ว หลังจากนั้นคือกำไรที่เพิ่มขึ้นทุกออเดอร์ไปเรื่อย ๆ

ยิ่งคุณขายได้มาก จุดคุ้มทุนยิ่งมาถึงเร็ว และส่วนต่างกำไรในระยะยาวยิ่งมหาศาล

 

ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน เว็บของตัวเองให้มากกว่านั้น

ถึงจะตัดเรื่องค่าธรรมเนียมออกไป การมีเว็บของตัวเองก็ยังมีข้อดีที่แพลตฟอร์มให้ไม่ได้

คุณเป็นเจ้าของข้อมูลลูกค้าเอง บนแพลตฟอร์ม ลูกค้าที่ซื้อของคุณคือ “ลูกค้าของแพลตฟอร์ม” คุณแทบไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ติดต่อกลับไม่ได้ ทำการตลาดซ้ำไม่ได้ แต่บนเว็บของตัวเอง คุณเก็บข้อมูลลูกค้าได้ ส่งโปรโมชัน ทำรีมาร์เก็ตติ้ง และสร้างฐานลูกค้าประจำได้จริง

คุณไม่ต้องแย่งความสนใจกับคู่แข่ง บนหน้าสินค้าของแพลตฟอร์ม ระบบมักโชว์สินค้าคู่แข่งที่คล้ายกันอยู่ข้าง ๆ หรือด้านล่างเสมอ ลูกค้าที่กำลังจะกดซื้อของคุณอาจถูกดึงไปดูเจ้าอื่นได้ตลอด แต่บนเว็บของคุณ มีแค่สินค้าของคุณเท่านั้น

คุณสร้างแบรนด์ได้เต็มที่ หน้าตาเว็บ การจัดวาง การเล่าเรื่องแบรนด์ ประสบการณ์การซื้อ ทุกอย่างเป็นของคุณ ไม่ถูกบีบให้อยู่ในกรอบหน้าตาเดียวกับร้านอื่นเป็นพัน ๆ ร้าน

คุณไม่ตกอยู่ใต้กฎที่เปลี่ยนได้ตลอด ค่าธรรมเนียมที่ขึ้นทุกปี นโยบายที่ปรับใหม่ อัลกอริทึมที่เปลี่ยนการมองเห็น ทั้งหมดนี้อยู่นอกการควบคุมของคุณเมื่อขายบนแพลตฟอร์ม แต่เว็บของคุณ กฎคือกฎที่คุณตั้งเอง

 

กลยุทธ์ที่ฉลาดที่สุดคือ “อยู่ทั้งสองที่”

มาถึงตรงนี้ ผมไม่อยากให้คุณเข้าใจผิดว่าควรทิ้งแพลตฟอร์มแล้วย้ายมาเว็บอย่างเดียว เพราะนั่นไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด

ความจริงคือแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสเก่งเรื่อง “หาลูกค้าใหม่” มีคนเดินผ่านร้านคุณเป็นล้านโดยที่คุณไม่ต้องทำการตลาดเอง นั่นคือคุณค่าที่คุ้มกับค่าธรรมเนียมในระดับหนึ่ง

กลยุทธ์ที่ได้ผลที่สุดคือใช้จุดแข็งของทั้งสองทาง ใช้แพลตฟอร์มเป็นหน้าร้านดึงลูกค้าใหม่ให้รู้จักแบรนด์ แล้วค่อย ๆ ดึงลูกค้าเหล่านั้นให้กลับมาซื้อซ้ำบนเว็บของคุณที่กำไรดีกว่า เช่น แนบการ์ดขอบคุณพร้อมส่วนลดสำหรับการสั่งครั้งถัดไปบนเว็บ หรือชวนเข้า LINE/ระบบสมาชิกเพื่อรับสิทธิพิเศษ

ลูกค้าที่ซื้อซ้ำคือลูกค้าที่ทำกำไรให้คุณมากที่สุด และทุกครั้งที่เขาซื้อบนเว็บแทนแพลตฟอร์ม คุณก็เก็บกำไรส่วนต่างนั้นไว้ได้เต็ม ๆ

 

สรุป

ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มในปีนี้ขยับขึ้นจนกลายเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ที่กินกำไรของร้านค้าออนไลน์ไปเงียบ ๆ ในขณะที่การมีเว็บเป็นของตัวเองมีต้นทุนต่อรายการแค่ค่า payment gateway ที่ต่ำกว่ามาก แถมยังให้สิ่งที่เงินซื้อไม่ได้อย่างข้อมูลลูกค้าและแบรนด์ที่เป็นของคุณจริง ๆ

ข่าวดีคือทุกวันนี้การทำเว็บ e-commerce ไม่ได้ยากหรือแพงอย่างที่หลายคนคิดอีกต่อไป คุณไม่จำเป็นต้องเป็นโปรแกรมเมอร์ และไม่ต้องลงทุนหลักแสนเหมือนเมื่อก่อน

ถ้าตอนนี้ร้านของคุณเริ่มมียอดขายที่สม่ำเสมอแล้ว นี่อาจเป็นจังหวะที่ดีที่จะเริ่มสร้างบ้านของแบรนด์คุณเอง บ้านที่กำไรทุกบาทเป็นของคุณ และไม่มีใครมาขึ้นค่าเช่าได้ตามใจ

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

เว็บไซต์ที่ Google ชอบเป็นยังไง เช็กลิสต์ 20 ข้อที่เจ้าของธุรกิจตรวจเองได้

หลายบริษัทจ่ายค่าทำเว็บไซต์ไปหลักหมื่นถึงหลักแสน แล้วผ่านไปหนึ่งปีก็พบว่าแทบไม่มีใครเข้าเว็บเลย พอถามคนทำ ก็ได้คำตอบว่า “ต้องทำ SEO เพิ่มครับ” แล้วก็มีใบเสนอราคาตามมาอีกใบ

อ่านต่อ »
ทำเว็บคู่กับ Google Ads / เว็บไม่มีคนเข้า

เว็บสวยแต่ไม่มีคนเข้า? ทำไมธุรกิจยุคนี้ต้องทำเว็บคู่กับ Google Ads

เว็บไซต์สวยแต่ยอดขายไม่มา? เข้าใจสาเหตุที่เว็บไม่มีคนเข้า และวิธีใช้ Google Ads ดึงลูกค้าที่กำลังค้นหาสินค้าของคุณเข้าเว็บทันที พร้อมคำปรึกษาฟรีจากทีม 25 Gravity

อ่านต่อ »